ประวัติของเทพเจ้าไฉ่ซิ้งเอี๊ย
        
              เทพเจ้าแห่งโชคลาภองค์นี้
เดิมท่านเป็นมนุษย์มีชีวิตอยู่ในสมัยจีนโบราณ ซึ่งเรื่องราวของท่านมีกล่าวไว้หลายแห่งหลายเรื่องด้วยกัน
         
          เรื่องแรก
กล่าวกันว่าท่านมีชีวิตอยู่ในราชวงศ์โจว (ประมาณก่อน พ.ศ. 591 ปี - พ.ศ. 296) ตรงกับรัชสมัยของพระเจ้าจางซูกงหมิงทรงเป็นกษัตริย์ทรราช ทรงปกครองประเทศ ด้วยความเหี้ยมโหดเอารัดเอาเปรียบ ข่มเหงรังแกประชาชน พระราชกรณีย์กิจของพระองค์เป็นไปด้วยความเดือดร้อน แก่ประชาชนแทบทั้งสิ้นมักจะลงโทษประหารชีวิตแก่ขุนนางและราษฎรโดยไม่มีการไต่สวนมูลคดีใช้ความพอใจเป็นหลัก, ไม่มีความยุติธรรม, วันๆไม่ทำอะไรเอาแต่มั่วสุรานารี มีน้ำพระทัยเหี้ยมโหด การได้ครอบครองราชย์บังลังก์ของพระองค์ ก็ได้มาจากการแย่งชิงอำนาจมาจากพระเชษฐา ซึ่งสิ้นพระชนม์ด้วยน้ำมือของพระองค์เอง จึงทำให้มีขุนนางจำนวนหนึ่งคิดจะกู้สถานการณ์บ้านเมืองให้กลับมาสงบเป็นปกติ ได้วางแผนลอบปลงพระชนม์พระเจ้าจางซูกงหมิง เป็นเวลาหลายครั้งหลายหนแต่ไม่สำเร็จเพราะทรงระวังพระองค์เสมอมา ผนวกกับความสามารถของพระองค์เองจึงทำให้รอดมาได้ทุกคราว

          ในบรรดาจำนวนขุนนางตงฉินทั้งหลายก็มีขุนศึกที่มีความสามารถผู้หนึ่งมีนามว่าเซียงหมิง เป็นขุนศึกที่มีความสามารถมากและเป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้ยิ่งนักแต่ขุนศึกเซียงหมิง กลับไม่พอใจและไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมชั่วร้ายของฮ่องเต้เป็นอย่างยิ่ง แรกๆพยายามทูลทัดทาน และเสนอแนะให้ประพฤติตนตามทำนองคลองธรรม แต่ฮ่องเต้มิได้สนพระทัยกลับพิโรธโกรธกริ้วที่ขุนศึกเซียงหมิงมาวุ่นวายกับพระองค์จนเกือบจะโดนลงโทษก็หลายครั้ง
          ในที่สุดความอดทนของเซียงหมิงก็หมดไปเพราะความชั่วร้ายของฮ่องเต้กลับทวีคูณขึ้น ไม่ได้ลดลงไปแม้แต่น้อยเลย นับวันความเดือดร้อนของประชาชนก็ยิ่งมากขึ้น ขุนศึกเซียงหมิงจึงก่อการกบฏพาสมัครพรรคพวกที่เกลียดชังพฤติกรรมของฮ่องเต้บุกเข้าพระราชวัง และได้สู้รบกันตัวต่อตัวกับพระเจ้าจางซูกงหมิง แต่ก็ไม่สามารถเอาชนะได้วันเวลาผ่านไปสามวันสามคืน ผลก็คือไม่มีใครแพ้ใครชนะแต่ทหารและผู้คนรอบข้างบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก
          เมื่อเป็นเช่นนั้นขุนศึกเซียงหมิงจึงจำต้องหลบหนีออกจากพระราชวังหลวงก่อน เพื่อหาวิธีการจัดการกับฮ่องเต้อีกที สำหรับเซียงหมิงนี้นอกจากจะมีฝีมือในการต่อสู้และการรบแล้ว ยังมีฝีมือด้านวิชาคาถาอาคมและไสยศาสตร์อีกด้วย จึงใช้วิธีไสย์ศาสตร์และคาถาอาคมเข้าช่วย โดยนำฟางมามัดเป็นรูปคนแล้วสมมุติให้เป็นร่างของฮ่องเต้แล้วจารึกพระนามของพระเจ้าจางซูกงหมิงไว้ที่หุ่นฟางนั้น จากนั้นก็จัดการร่ายเวทย์มนต์คาถาใส่ไปในหุ่นฟางของฮ่องเต้เป็นเวลา 20 วัน ไม่ยอมลุกไปไหนครั้นต่อมาในวันพรุ่งขึ้นของวันที่ 23 ของการประกอบพิธี โดยยิงธนูอาคมไปที่ดวงตาทั้งสองข้างและหน้าอกหุ่นฟางของฮ่องเต้นั้นทำให้เกิดไฟไหม้กลายเป็นเถ้าธุลีไปในพริบตา และพร้อมๆกันนั้นภายในพระราชวังหลวง พระเจ้าจางซูกงหมิงก็ทรงประชวรหนักโดยไม่รู้สาเหตุ บรรดาขุนนางจัดการประชุมหมอหลวงทั่วประเทศก็ไม่สามารถเยียวยารักษาได้หลังจากนั้นเป็นเวลา 3 วันพระเจ้าจางซูกงหมิงก็เสด็จสวรรคต ความสงบร่มเย็นก็กลับคืนมาสู่แผ่นดินจีนอีกครั้ง
          วีรกรรมในครั้งนี้ทำให้ขุนศึกเซียงหมิงได้รับการยกย่องจากประชาชนชาวจีนให้เป็นเทพแห่งความมั่งคั่งมั่นคง และเป็นสัญลักษณะของดวงดาวแห่งโชคลาภ พร้อมกับขนานนามให้ใหม่ว่า ไฉ่ซิ้งเอี๊ย และนิยมนับถือกันมาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจวบจนถึงปัจจุบัน

          เรื่องที่สอง เป็นตำนานของมณฑลยูนานได้กล่าวถึงความเป็นมาของไฉ่ซิ้งเอี๊ยไว้ว่าในครั้นที่ท่านยังเป็นมนุษย์ ท่านเป็นผู้พิพากษามีชิวิตอยู่ในช่วงทศวรรษที่ 6 ตรงกับรัชสมัยของพระเจ้าจางหวู่ฮ่องเต้แห่งราชวงศ์จิว ท่านเป็นผู้พิพากษาที่มีความเที่ยงตรงในการพิพากษาอรรถคดีต่างๆ เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยขององค์ฮ่องเต้ยิ่งนัก นอกจากนี้ยังเป็นผู้ที่มีเมตตากรุณาต่อประชาชนยิ่ง ในขณะนั้นมณฑลยูนานเกิดปัญหาภัยแห้งพืชผลไร่นาเสียหายมาก ประชาชนเกิดความอดอยากและแร้นแค้นท่านเห็นว่าประชาชนได้รับความเดือดร้อนเช่นนั้น และยังต้องเสียภาษีแก่ราชสำนักอีก  ลำพังจะกินยังไม่มีแล้วจะเอาเงินที่ไหนไปเสียภาษีท่านจึงเข้าเฝ้าฮ่องเต้และกราบทูลขอให้พระองค์ทรงงดเว้นการเก็บภาษีจากประชาชนที่ยากจนในมณฑลยูนาน ซึ่งองค์ฮ่องเต้ก็มิได้ทรงขัดข้องกลับทรงชื่นชมในความเมตตาของท่านผู้พิพากษา และนับจากนั้นเป็นต้นมา ท่านก็ได้รับการยอมรับจากมณฑลยูนานและชาวจีนโดยทั่วไปให้เป็นเทพเจ้าแห่งความมั่งคั่ง และเป็นดวงดาวแห่งโชคลาภ
         
          จะเห็นได้ว่าความเป็นมาของเทพเจ้าไฉ่ซิ้งเอี๊ยจะแตกต่างกันก็คือท่านเป็นเทพเจ้าแห่งความโชคดี
ความมั่งคั่งร่ำรวย ซึ่งชาวจีนโดยทั่วไปให้ความสำคัญกับเทพองค์นี้เป็นอย่างยิ่ง


 












อานุภาพของเทพเจ้าไฉ่ซิ้งเอี๊ย

 
 
          1. ไฉ่ซิ้งเอี๊ยในภาคบู๊ เป็นรูปของไฉ่ซิ้งเอี๊ยอยู่ในชุดกลางคน เป็นชุดของนักรบจีนโบราณ ประกอบไปด้วยชุดเกราะ หมวกขุนพลจีนโบราณมือซ้ายถือกระบองมือขวาถือเงินหยวนใบหน้าดุค่อนข้างโหดเหี้ยมมีพาหนะเป็นเสือโคร่งลายพาดกลอนชาวจีนเชื่อว่ามีอานุภาพให้คุณแก่ผู้บูชาในเรื่องหนี้สิน กล่าวคือจะดลบังดาลให้ผู้บูชาที่เป็นเจ้าหนี้สามารถทวงหนี้จากลูกหนี้ได้ง่ายขึ้น ลูกหนี้ไม่คิดเบี้ยวรวมถึงที่เจ้าหนี้ต้องลำบากลำบนร่วมไปถึงช่วยดูแลควบคุมบริวารลูกจ้างทั้งหลายให้อยู่ในระเบียบวินัย ให้ขยันทำการทำงาน โดยเฉพาะตามโรงงานใหญ่ ตลอดจนกิจการที่มีลูกน้องมากๆ ต่างนิยมบูชาทั้งนี้ยังรวมไปถึงบรรดาข้าราชการ ตำรวจระดับขั้นสูงๆ ที่มีผู้ใต้บังคับบัญชามากๆ ต่างนิยมบูชาภาคบู๊ด้วยกันทั้งสิ้น ท่านยังมีอานุภาพในการควบคุมบุตรภรรยาทั้งที่อยู่ในบ้านและต่างถิ่นแดนไกลทำให้เป็นคนดีมีความขยันหมั่นเพียรไม่เกียจคร้าน

          2.ไฉ่ซิ้งเอี๊ยในภาคบุ๋น เป็นรูปไฉ่ซิ้งเอี๊ยในรูปขุนนางชั้นสูงของจีนโบราณสวมหมวกขุนนางมีปีกออกไปสองข้างมือซ้ายจะถือเงินหยวนบางทีไม่ได้ถืออะไรดังกล่าวเลยแต่มือทั้งสองจะถือแผ่นจารึกอักษร(ปัก)ที่คลี่ออกมาเป็นคำอวยพรเป็นสิริมงคลแก่ผู้บูชา  ชาวจีนเชื่อว่าไฉ่ซิ้งเอี๊ยในภาคบุ๋นนี้จะอำนวยพรให้ผู้บูชามีความมั่งคั่งมีความร่ำรวยมีโชคลาภเป็นประจำ และมีความสามารถทางการทูตที่ดี มีความสามารถในการเจรจาโน้มน้าวให้ต่างชาติต่างภาษามีความเชื่อถือในประเทศของตน และทำให้ลูกค้าเชื่อถือคุณภาพสินค้าและบริการและกลายเป็นลูกค้าประจำ
 
 


Current Pageid = 42