ประวัติความเป็นมาของมูลนิธิโลกุตรธรรมประทีป 

        เริ่มเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2526  ในขณะนั้นมีกลุ่มบุคคลกลุ่มหนึ่งประมาณ 4-5 คน โดยมี คุณเจริญ คงถาวรวัฒน์ / คุณวชร จิวะพงศ์ / และผู้ร่วมเดินทาง โดยเดินทางจากทางด้านชายหาดบางแสน จนมาถึงเนินสูง ต.อ่างศิลา มองไปทางด้านซ้ายมือของถนน ได้มองเห็นกลุ่มควันกลุ่มเล็กๆ ด้านหลังกลุ่มควันเล็กๆนั้นมี รูปหล่อเจ้าแม่กวนอิม ทรงประทับยืน ปรางพันมือ มีขนาดความสูงประมาณ 90 เซนติเมตร ประทับยืนอยู่หน้าห้องแถวไม้เล็กๆคณะผู้เดินทางได้จอดรถและเดินลงไปกราบไหว้ตามนิสัยของชาวพุทธศาสนิกชนทั่วไป  ทำให้มีโอกาสได้พบและพูดคุยกับผู้ดูแลสถานที่แห่งนี้ จนได้ความว่าทางด้านหลังห้องแถวนี้ มีที่ดินแปลงหนึ่ง มีเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ ของ คุณหลี แซ่เอ็ง (เจ้าของกางเกงในยี่ห้อมิ้ง) มีความประสงค์จะถวายที่ดินแปลงดังกล่าวเพื่อจัดสร้างศาลเจ้าแม่กวนอิมมาหลายปีแล้ว แต่ไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างได้ด้วยเหตุผลหลายประการ 
       คุณเจริญ คงถาวรวัฒน์ และคุณวชร จิวะพงศ์ ได้เดินทางกลับมาที่กรุงเทพฯ ปรึกษาพูดคุยและเห็นพร้องกันว่า พวกเราน่าจะช่วยกันสร้างพุทธสถานแห่งนี้ ให้เป็นพุทธบูชา สำหรับประชาชนทั่วไปที่ศรัทธาในพุทธศาสนาและเจ้าแม่กวนอิม ดังนั้น ประมาณเดือนสิงหาคม 2526 บุคคลคณะนี้ ได้เดินทางกลับไปที่ ต.อ่างศิลาอีกครั้ง เพื่อไปแสดงเจตจำนงค์ และเริ่มต้นวางแผนในการก่อสร้างศาลเจ้าแม่กวนอิม โดยเริ่มจากการชักชวนเพื่อนทีเป็นพ่อค้าด้วยกัน ร่วมกันลงขันก่อสร้างอาคารที่พัก ทางด้านปีกซ้ายของศาลเจ้าแม่กวนอิมในปัจจุบัน โดยมีงบก่อสร้างอาคารหลังดังกล่าว มูลค่า 600,000บาท (หกแสนบาท) เป็นงานก่อสร้างชิ้นแรก โดยวางแผนอัญเชิญเจ้าแม่กวนอิมองค์ดังกล่าวข้างต้น ย้ายมาประทับ ณ.สถานแห่งนี้
        หลังจากการก่อสร้างอาคารที่พักแล้วเสร็จ ก็ได้ดำเนินการก่อสร้างตำหนัก สำหรับรูปแบบของตำหนักนั้นได้จากสถาปนิกของคุณชาตรี โสภณพนิช ได้ออกแบบไว้เป็นแบบเก๋งจีน ลักษณะสี่เหลี่ยมจัตุรัส หลังคาปูกระเบื้องแบบศาลเจ้าจีน สำหรับโครงสร้างได้ คุณเกียรติศักดิ์  อาขุบุตร เป็นผู้ออกแบบโครงสร้างหลังคาทั้งสี่มุม มีหงส์ มังกร และกิเลน เสาใหญ่ภายในทุกต้นจะพันรอบด้วยมังกร เสารอบนอกทุกต้นจะมีมังกรรองรับหัวเสา ตำหนักหันหน้าออกทะเล โดยมีการวางศิลาฤกษ์ราวเดือน กันยายน 2529

                  
           

        มูลนิธิฯ ยังโชคดีที่ได้ คุณอาจิณ ตั้งสิน มาควบคุมการเทเสาและการก่อสร้าง รวมทั้งได้บริจาคไม้ที่เหลือจากการสร้างโรงแรมแม่น่ำมาใช้ในการก่อสร้างตำหนักนี้ด้วย  ซึ่งน่าเสียดายที่ท่านได้จากพวกเราไปแล้ว คงเหลือไว้แต่ผลงานของท่าน

                         

         และทางมูลนิธิฯ ยังโชคดีอีกที่ได้ คุณแม่บุนนาค  เอกบัณฑิต และ คุณแม่ไซ้จู  แซ่จัง  ซึ่งเป็นผู้มีจิตศรัทธาต่อพระแม่กวนอิม และเป็นผู้ที่มีความรู้อย่างสูงในเรื่องของศาลเจ้า มาช่วยจัดการทุกสิ่งในตำหนัก และทุกครั้งที่มีพิธีการ ท่านจะคอยช่วยเหลือจัดการ นอกจากนั้นท่านยังได้สละทรัพย์ส่วนตัว และได้ชักชวนผู้มีจิตศรัทธาอีกหลายท่านมาช่วยบริจาคเงินให้กับการสร้างตำหนักเป็นจำนวนมากอีกด้วย

                                             
                                                                          องค์พระประธาน
                                           ลักษณะองค์พระอวโลกิเตศวรมหาโพธิสัตว์ ปางพันเนตรพันกร ประทับนั่งสมาธิ 
                 สองพระกรพนมมือ สองพระกรอุ้มบาตร สองพระกรถือคฑาวุธ สามสิบพระกรถือศาตราวุธต่างๆ 
                  ส่วนพระกรที่เหลือเป็นรัศมีรายรอบเป็นวงกลม ด้านหลังที่ประทับครบจำนวนหนึ่งพันพระกร
               โดยทุกพระหัตถ์มีพระเนตร หล่อด้วยโลหะทองเหลือง ปิดทองทั้งองค์ มีขนาดหน้าตักกว้าง 3 เมตร
                   ความสูงประมาณ 4.5 เมตร ประทับนั่งบนฐานดอกบัว ลักษณะสวยงาม น่าสักการะบูชา

           

       หลังจากได้มีการวางแผนโครงการก่อสร้างเรียบร้อยแล้ว คุณเจริญ และ คุณวัชร และพวกพ้องในตอนนั้น ร่วมกันวางแผนสร้างหน่วยงานให้เป็นสถานที่ของหมู่ชนส่วนรวมในอนาคต โดยคิดจัดตั้งเป็น "มูลนิธิ" ขึ้นมา โดยตกลงจดทะเบียก่อตั้งเป็น "มูลนิธิโลกุตรธรรมประทีป" ครั้งแรก 5 คน
       จึงดำริเชิญท่าน    ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช มาเป็นประธาน
                                      คุณอาจิณ  ตั้งสิน                    เป็นรองประธาน
                                      คุณจุฑา     กฤษณามระ          เป็นรองประธานกรรมการ
                                      คุณหลี      แซ่เอ็ง                    เป็นกรรมการเหรัญญิก
                                      คุณวัชร     จิวะพงศ์                เป็นกรรมการเลขานุการ
       
และร่วมเชิญพุทธศาสนิกชนหลายท่านมาร่วมกันสร้างกุศล  เพื่อเป็นสายธารแห่งบุญสืบไป
                                                            
               


 
   วัตถุประสงค์

1. ให้การสงเคราะห์หญิงชราและเด็กที่ยากไร้ ที่ขาดญาติอุปการะเลี้ยงดูหรือ ผู้ประสพเคราะห์กรรมต่างๆ
2. จัดสถานที่เพื่อฝึกอบรมและปลูกฝังให้เยาวชนได้ฝึกและเข้าใจหลักธรรมะ คำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าในด้านการให้ทาน ศีล ภาวนา
 



Current Pageid = 24